
* ภายใน 1 ปีข้าราชการกว่า 1.5ล้านคน ต้องเข้าสู่ระบบใหม่
* บิ๊กขี้หลี-เด็กเส้น-พวกเช้าชามเย็นชาม อยู่ยาก
* เผยกลไกสกัดอิทธิพลการเมืองล้วงลูกในทุกระดับ
* ส่วนคนดี มีฝีมือ พิสูจน์กึ๋นได้เต็มที่
* “สเปก” ข้าราชการแบบใด มีโอกาสโตทั้งเงินและตำแหน่ง...
ขณะนี้อาชีพที่ออกจะตุ๊มๆ ต่อมๆ มากสุดเพราะจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จาก พ.ร.บ.ฉบับใหม่คือ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับใหม่ ที่ผ่านการพิจารณาจากสภานิติบัญญัติไปอย่างง่ายๆ ด้วยมติเป็นเอกฉันท์ ที่จะเกิดผลกระทบกับข้าราชการกว่า 4 แสนคนและข้าราชการที่อยู่นอกระบบแต่ยึดระเบียบข้าราชการก.พ.เป็นเกณฑ์พิจารณาอีกกว่า 1 ล้านคน
พ.ร.บ.ฉบับใหม่นี้ มีจุดเด่นตรงที่จะมีการยกเลิกระบบซีทั้งหมด มีการแยกการบริหารราชการออกเป็น 4 แท่ง คือแท่งทั่วไป แท่งวิชาการ แท่งอำนวยการ และแท่งบริหาร ที่สำคัญเมื่อ พ.ร.บ.นี้บังคับใช้ ข้าราชการทุกคนต่างสนใจและตั้งความหวังมากที่สุดว่าเงินเดือนของภาคราชการ ที่สามารถเทียบเคียงกับภาวะตลาดและภาคเอกชนได้แน่
เปิดข้อมูล 4 แท่ง-เงินเดือนใหม่
โดยข้าราชการทั้งหมดจะถูกจำแนกกลุ่มใหม่หมดตามภาระหน้าที่ โดยในแท่งทั่วไปจะประกอบด้วยข้าราชการเดิมที่มีหน้าที่ในฝ่ายปฏิบัติการทั้งหมด รวมถึงข้าราชการที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับเอกสาร จะถูกจัดแบ่งระดับออกเป็น 4 ระดับ คือ ระดับปฏิบัติงาน (ซี 1-4 เดิม) ระดับชำนาญงาน (ซี 5-6 เดิม) ระดับอาวุโส (ระดับ 7-8 เดิม) และระดับทักษะพิเศษ
แท่งวิชาการ จะประกอบไปด้วยข้าราชการที่มีหน้าที่ในการวางแผน วิเคราะห์ทั้งหมด มี 5 ระดับคือ ระดับปฏิบัติการ (ซี 3-5 เดิม) ระดับชำนาญการ (ซี 6-7 เดิม) ระดับชำนาญพิเศษ (ระดับ 8 เดิม) ว/วช. ระดับชำนาญพิเศษ (ซี 8 เดิม) ว/วช. ระดับเชี่ยวชาญ (ซี 9 เดิม) วช./ชช. และระดับทรงคุณวุฒิ (ซี 10-11 เดิม) วช/ชช
แท่งอำนวยการจะมี 2 ระดับ คือ ระดับต้น (ซี 8 เดิม) บก. ผอ.กอง/เทียบเท่า และระดับสูง (ซี 9 เดิม) บส. ผอ.สำนัก/เทียบเท่า
แท่งบริหาร มี 2 ระดับเช่นกันคือ ระดับต้น (ซี 9 เดิม) บส.รองหน..สรก. และระดับสูง (ซี 10-11 เดิม) บส. หน.สรก.
โดยในแท่งทั่วไป ระดับปฏิบัติการจะมีเงินเดือนขั้นต่ำเริ่มต้นที่ 4,630 บาท ขั้นสูง 18,190 บาท ระดับชำนาญงาน เงินเดือนระดับต่ำที่ 10,190 บาท ระดับสูงที่ 33,540 บาท ระดับอาวุโส เงินเดือนขั้นต่ำ 15,410 บาท ระดับสูง 47,450 บาท และระดับทักษะพิเศษ ขั้นต่ำ 48,220 บาท ขั้นสูง 59,770 บาท
ในแท่งวิชาการระดับปฏิบัติการ ขั้นต่ำ 7,940 บาท ขั้นสูง 22,220 บาท ระดับชำนาญการ ขั้นต่ำ 21,080 บาท ขั้นสูง 36,020 บาท ระดับชำนาญพิเศษ ขั้นต่ำ 21,080 บาท ขั้นสูง 50,550 บาท ระดับเชี่ยวชาญ ขั้นต่ำ 29,900 บาท ขั้นสูง 59,770 บาท ระดับทรงคุณวุฒิขั้นต่ำ 41,720 บาท ขั้นสูง 66,480 บาท
ในแท่งอำนวยการ ระดับต้น ขั้นต่ำ 25,390 บาท ขั้นสูง 50,550 บาท ระดับสูง ขั้นต่ำ 31,280 บาท ขั้นสูง 59,770 บาท
ในแท่งบริหาร ระดับต้น ขั้นต่ำ 48,700 บาท ขั้นสูง 64,340 บาท ระดับสูง ขั้นต่ำ 53,690 บาท ขั้นสูง 66,480 บาท
1 ปี พร้อมเดินหน้าระบบใหม่
ขณะที่ทั้ง 19 กระทรวง 159 กรม ต่างรู้ตัวเองแล้วว่าจะต้องมีการขยับและเตรียมพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง แต่ก็ยังไม่มีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนในการจัดคนลงแท่งต่างๆ และ ก.พ.คือหน่วยงานหลักที่จะต้องวางกฎเกณฑ์การจำแนกข้าราชการลงแท่งต่างๆ ให้ชัดเจนดังนั้นปัญหาความขัดแย้ง การต่อต้านจะเกิดขึ้นมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์ที่ ก.พ.กำหนดขึ้นมา
ปรีชา วัชราภัย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการ กล่าวว่า ขณะนี้ พ.ร.บ.ฉบับใหม่ ได้ผ่านการพิจารณาจากสภานิติบัญญัติแล้วและอยู่ในขั้นตอนการทำเอกสารให้ครบถ้วนสมบูรณ์ก่อนทูลเกล้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงลงปรมาภิไทย หลังจากนั้นเมื่อมีการประกาศใช้ ก็พร้อมที่จะเดินหน้าในการจัดระบบข้าราชการใหม่ทันที และในขั้นตอนการจัดระบบใหม่ ทั้งจัดจำแนกข้าราชการลงใน 4 แท่ง พร้อมทำกฎหมายลูก 71 ฉบับรองรับ จะต้องให้เสร็จภายใน 1 ปี และเดินหน้าระบบใหม่ได้ภายในปี 2552 ทันที
“สิ่งที่ดูเหมือนง่ายแต่ยาก คือ ต้องจัดคนลงให้ครบทั้ง 4 แท่ง ที่จริงทุกคนน่าจะรู้อยู่แล้วว่าภาระหน้าที่งานที่ทำอยู่ของตัวเองจะต้องไปอยู่ในแท่งไหน แต่บางคนพอรู้สึกว่าถูกจัดไปอยู่ในแท่งทั่วไป ก็จะรู้สึกว่ามีศักดิ์ศรีน้อยกว่าแท่งวิชาการ ซึ่งไม่ใช่ เงินเดือนก็ไม่ต่างกันมาก ทุกคนมีศักดิ์ศรีเท่ากัน ตอนนี้คนคิดไปเองมีเยอะ”
หวั่นคนไม่จบ ป.ตรีวุ่น
โดยปัญหาที่ ก.พ.กำลังมองอยู่และคาดว่าน่าจะเกิดความวุ่นวายมากที่สุด คือการจัดคนที่มีหน้าที่ก้ำกึ่งอยู่ระหว่างแท่งทั่วไป กับแท่งวิชาการนี้เอง โดยเฉพาะข้าราชการที่ในอดีตมีการผ่อนผันว่าไม่จำเป็นต้องจบการศึกษาในระดับปริญญาตรี ซึ่งจากการสำรวจของ ก.พ.ในปี 2549 ข้าราชการในกลุ่มที่ไม่จบการศึกษาในระดับปริญญาตรีมีสูงถึง 28.51% หรือ 104,071 คน ในข้าราชการพลเรือนสามัญทั้งหมด 365,083 คน
ปัญหาที่มองว่าน่าจะเกิดก็มี เช่น ข้าราชการสายบริหารงานทั่วไประดับ 7 แต่ไม่จบการศึกษาขั้นปริญญาตรี หากจัดให้เข้าแท่งวิชาการไป ก็จะอยู่ในระดับชำนาญการ ซึ่งจะสามารถมีความก้าวหน้าถึงขั้นความชำนาญการพิเศษ แต่ทุกคนต้องมีผลงานมาวัดถึงจะก้าวไปถึงขั้นนั้นได้ แต่ถ้าเข้าไปอยู่ในแท่งทั่วไป ก็จะเป็นระดับอาวุโสทันที มีเงินเดือนชนระดับ 8 ซึ่งก็ไม่ต้องทำผลงานอะไรเพราะมีเงินเดือนถึงเพดานของแท่งแล้ว
อย่างไรก็ดี คนกลุ่มนี้หากไม่เข้าใจก็อาจต่อต้านเมื่อจัดให้เขาไปอยู่ในแท่งทั่วไป ก็จะเกิดความรู้สึกว่าศักดิ์ศรีสู้แท่งวิชาการหรือวิชาชีพไม่ได้ ดังนั้น เมื่อ ก.พ.วางกรอบให้ก็เป็นปัญหาที่หน่วยงานจะไปจัดสรรคนใส่แต่ละแท่งซึ่งถือเป็นภารกิจการกระจายอำนาจโดยตรง และแต่ละช่วงของแท่งต่างๆ ก็จะมีอัตราเงินเดือนที่สอดคล้องกับตลาดแรงงาน
อีกทั้งปัญหาของระดับซี 9 ที่มีอยู่ด้วยกันหลายสายงาน ก็จะถูกจัดลงอย่างเหมาะสมในแท่งวิชาการ อำนวยการและบริหาร ส่งผลให้เงินเดือนก็จะได้ตามความสามารถและภารกิจที่รับผิดชอบจริงๆ ไม่ใช่ว่าซี 9 เหมือนกันแต่ภารกิจงานที่ต่างกันกลับได้เงินเดือนในอัตราที่เท่ากันเหมือนปัจจุบันนี้
ดังนั้น การจัดข้าราชการลงแท่งต่างๆ นั้นกำลังจะเป็นปัญหาใหญ่ที่ท้าทายหน่วยงานรัฐและ ก.พ.ต้องเร่งจัดการก่อนเป็นอุปสรรคให้ระบบราชการใหม่ก้าวไม่ถึงฝั่งเกษียณก่อนกำหนดทางออกที่ดี
อย่างไรก็ดี มติ ครม.ที่อนุมัติโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดให้ข้าราชการ ในปีงบประมาณ 2550 โดยข้าราชการที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป หรือข้าราชการที่มีเวลาราชการเกิน 25 ปีขึ้นไป (นับถึงวันก่อนออกราชการตามมาตรการฯ 30 ก.ย.50) สามารถเข้าร่วมโครงการนี้ได้
โดยส่วนราชการต่างๆ จะต้องพิจารณาทบทวนบทบาท ภารกิจ วิเคราะห์และสำรวจอัตรากำลังของส่วนราชการตามหลักการบริหารบุคคล 5 กรณี คือ ครม.มีมติให้ส่วนราชการปรับเปลี่ยนสถานภาพโดยออกจากระบบราชการ,ส่วนราชการจะยุบเลิกบางภารกิจ, ส่วนราชการมีอัตรากำลังเกิน, ส่วนราชการที่มีอัตรากำลังเหมาะสมแต่จำนวนข้าราชการสูงอายุ (50 ปีขึ้นไป)มากกว่า 20% และส่วนราชการที่มีอัตรากำลังไม่เพียงพอและมีข้าราชการสูงอายุ (50 ปี ขึ้นไป)มากกว่า 20%
ข้าราชการที่ตัดสินใจเข้าโครงการนี้จะมีสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับคือเงินก้อน 8-15 เท่าของเงินเดือนรวมเงินประจำตำแหน่งตามเวลาราชการที่เหลือ (ปี) โดยมีสูตรคำนวณ คือ เงินก้อน = 8+ อายุราชการที่เหลือ (ปี) x เงินเดือนเดือนสุดท้ายรวมเงินประจำตำแหน่ง * (ถ้ามี) แต่สูงสุดไม่เกิน 15 เท่าของเงินเดือนรวมเงินประจำตำแหน่ง (ถ้ามี) และยังมีสิทธิประโยชน์อื่นๆ เพิ่มเติมอีก คือยกเว้นภาษีเงินก้อน, ยกเว้นภาษีในส่วนกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ,ยกเว้นไม่ต้องชดใช้ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยเงิน..เดี้ยน เอง.. ้ปกติกับเงิน..เดี้ยน เอง.. ้ตามพ.ร.ก.สวัสดิการเงิน..เดี้ยน เอง.. ้เพื่อที่อยู่อาศัย พ.ศ.2535 โครงการสวัสดิการเงิน..เดี้ยน เอง.. ้เพื่อที่อยู่อาศัยจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ รวมทั้งโครงการเงิน..เดี้ยน เอง.. ้เพื่อที่อยู่อาศัย ธอส.-กบข.ด้วย และมีสิทธิได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือนเหมือนข้าราชการผู้ออกจากราชการด้วยเหตุเกษียณอายุ
“อันนี้แต่ละหน่วยงานต้องวางแผนกันเอง ภายใน 5 ปี สำหรับก.พ. ก็เข้าข่ายส่วนราชการที่มีคนอายุเกิน 50 ปี เกิน 20% จึงตั้งใจว่าในปี 52 จะให้คนเกษียณอายุ 22 คนต่อปี พอครบ 5 ปี ก็จะมีคนเกษียณอายุก่อนกำหนดไป 100 คน ก.พ.ก็จะบรรจุเด็กรุ่นใหม่อายุน้อยเข้ามาก็ได้ปีละ 20 กว่าคน อายุเฉลี่ยของข้าราชการในองค์กรก็จะมีน้อยลง”
ฉะนั้น ทางเลือกสำหรับข้าราชการในกลุ่มที่ไม่พอใจในการจัดจำแนกลงแท่งใหม่ครั้งนี้ การเกษียณก่อนกำหนดเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดทางเลือกหนึ่งในเวลานี้
นอกจากนี้หลังจาก 1 ปี แรกที่ ก.พ.จัดสรรคนตามแท่งต่างๆ สำเร็จแล้วก็ใช่ว่าจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะหลังจาก 1 ปี อำนาจทั้งหมดจะอยู่ที่ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงฯในการจัดสรรบุคลากรให้ลงตัวที่สุดอีกครั้งหนึ่งได้ด้วย
ป่วนเลิกสวัสดิการ ขรก.ใช้ประกันสังคมแทน
อย่างไรก็ตาม ไม่เพียงปัญหาความไม่พอใจในตำแหน่งใหม่ เงินเดือนใหม่นี้ ก.พ.มีความกังวลและได้ให้ทางศศินทร์ได้ศึกษาประเมินความเสี่ยงจากการนำระบบข้าราชการใหม่เข้ามาใช้ครั้งนี้ด้วย เพราะเมื่อเกิดปัญหาใดๆ ขึ้น ก.พ.จะสามารถแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที และให้มีคนที่ต่อต้านน้อยที่สุด
ผลการศึกษาของสถาบันศศินทร์ พบว่า ความเสี่ยงระดับแรกสุดที่น่ากลัวที่สุดคือความเสี่ยงด้านการสื่อสาร คือ ข้าราชการสื่อสารข้อมูลที่คลาดเคลื่อนให้กับผู้อื่น โดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ และ ข้าราชการสื่อสารความคิดเห็นในทางที่เป็นอคติต่อตัวระบบใหม่ให้กับผู้อื่น
กรณีนี้เกิดขึ้นแล้วในขณะนี้ คือเริ่มมีข่าวลือที่หนาหูเกี่ยวกับเรื่องผลประโยชน์ด้านสวัสดิการของข้าราชการที่จะต้องเสียไป คือมีการพูดกันว่าข้าราชการทั้งหมดจะต้องใช้ระบบประกันสังคมเหมือนพนักงานบริษัทเอกชน และสวัสดิการการรักษาพยาบาลที่มีให้ตั้งแต่ลูกจนถึงพ่อแม่นั้นจะถูกยกเลิกไป และให้ไปใช้สวัสดิการในโครงการ 30 บาทห่างไกลโรคแทน
“ผมเพิ่งจะได้ยินข่าวนี้นะ ที่ตลกคือยังไม่มีใครพูดถึงประเด็นนี้ แล้วใครเป็นคนพูดขึ้นมา คำถามคือคนพูด พูดเหมือนรู้จริง แต่จริงๆ แล้วไม่รู้ แล้วไปบอกต่อ ตรงนี้ต่อไปอาจทำให้เกิดกระบวนการต่อต้านขึ้นมา ซึ่งไม่เป็นความจริง และประเด็นนี้ทางกระทรวงการคลังก็ต้องเป็นคนดูแล แต่กระทรวงการคลังก็ยังไม่เคยพูดเรื่องนี้ เอามาจากไหน พูดกันไปเพราะเข้าใจกันไปเองทั้งนั้น ไม่มีจริง”
ตรงนี้จึงขอวอนผู้ที่ยังไม่แน่ใจ ไม่รู้ก็อย่าปล่อยข่าว หรือผู้ที่ได้ยินได้ฟังมาก็ขอให้สอบถามที่ศูนย์บริหารของทุกกระทรวงที่กำลังมีการแต่งตั้งขึ้นมา 19 ศูนย์ ส่วนก.พ.ก็จะเป็นตัวประสานงานกลางและเร่งทำความเข้าใจให้ข้าราชการไปพร้อมๆ กันด้วย
อย่างไรก็ดี แม้จะมีความเสี่ยงที่เป็นอุปสรรคมากมายที่ ก.พ.จะต้องผ่าด่านไปให้ได้ แต่ ก.พ.ก็มีความมั่นใจในการขับเคลื่อนการปรับระบบข้าราชการยุคใหม่นี้ เพราะผลที่ได้รับจากเอแบคโพลล์ที่ลงสำรวจความเห็นของกลุ่มข้าราชการทั่วประเทศและมากกว่า 70% แสดงความเห็นด้วย
จากการสำรวจความคิดเห็นของข้าราชการพลเรือนทั่วประเทศในงานวิจัยเรื่อง “ความคิดเห็นของข้าราชการเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับใหม่ : กรณีศึกษาข้าราชการพลเรือนทั่วประเทศ” โดยใช้วิธีตอบแบบสอบถามทางไปรษณีย์กับกลุ่มตัวอย่าง 721 ตัวอย่าง ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 16-29 สิงหาคม 2550
พบว่าข้าราชการกว่าร้อยละ 70 เห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนฉบับใหม่ในภาพรวม และเมื่อพิจารณาในรายประเด็นก็พบว่า ข้าราชการกว่าร้อยละ 80 เห็นด้วยกับประเด็นต่างๆ ที่อยู่ในร่าง พ.ร.บ.ใหม่ เช่น การปรับเปลี่ยนโครงสร้าง บทบาท และใช้หลักการบริหารบุคคลทางราชการให้เหมาะสมและทันสมัยมากขึ้น การกระจายอำนาจและมอบหมายการตัดสินใจให้กับอธิบดี ปลัดกระทรวง การยกเลิกระบบซี แล้วเปลี่ยนเป็นกลุ่ม การปรับปรุงมาตรฐานค่าตอบแทน ฯลฯ ซึ่งในประเด็นนี้ข้าราชการกว่า 80% คาดว่าจะได้รับประโยชน์มาก